การประชุมกลุ่ม G-force ครั้งแรก

posted on 09 Feb 2010 00:31 by zasan-tsurumine12hr  in G-Force

วันนี้เป็นการประชุมกลุ่มของพวกเราครั้งแรก

จริงๆ แล้วมีกัน 8 คน แต่วันนี้อาร์ทกับแอมมี่ไม่มา

เราเริ่มประชุมด้วยกิจกรรมเกมแบบง่ายๆ แล้วมีการพูดคุยกัน

แลกเปลี่ยนความคิดและเสนอถึงสิ่งที่ตนถนัดเพื่อกำหนดหน้าที่ของตน

แม้วันแรกยังไม่ค่อยฟังธงกันสักเท่าไร แต่พวกเราจะค้นหาตัวเองกันในครั้งต่อๆ ไป

 

หลังการประชุมพวกเราก็สั่งข้าวมากินกันบ้าง บางคนก็เริ่มตกแต่งห้องบ้าง

ธีมครั้งนี้อยู่ที่วันตรุษจีน พวกเราจึงใช้สีแดงเป็นหลัก

มีการรวบรวมรูปถ่ายมาติดเพื่อให้พี่ๆ มาเอากลับไปเป็นที่ระลึกใน *Souper Tuesday* พรุ่งนี้

ติดตามกันต่อไปว่า พรุ่งนี้จะมีคนร้องไห้กันกี่คน

ที่แน่ๆ พี่เอกต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอนเลย

"ไอ้ห้าร้อย" แม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยได้ยินกันมากนักแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีคนนำมาใช้เป็นคำว่ากันในเชิงลบ ซึ่งอาจจะได้ยินบ่อยครั้งว่า "ไอ้บ้าห้าร้อย"

ความจริงแล้วคำนี้เป็นคำเชิงประชดประชันเสียมากกว่าคำด่า

โดยคำนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อช่วงประมาณแผ่นดินรัชกาลที่ 5 อันเป็นช่วงที่สยามเข้าสู่การพัฒนาครั้งใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

เป็นที่แน่นอนว่าชาวสยามยังไม่มีความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่ ไม่ว่าการรถไฟ งานวิศวกรรมสมัยใหม่ รวมไปถึงการศาล และอื่นๆ ดีพอ จึงมีการจ้างชาวตะวันตกที่มีความรู้ความชำนาญมาเป็นผู้ช่วยพัฒนาโครงการเหล่านี้ขึ้นมา

โดยชาวตะวันตกเหล่านั้นได้รับค่าจ้างขั้นต่ำคนละ 500 บาท (ในสมัยนั้นถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมากกกกกก)

ในขณะที่เงินเดือนของครูประชาบาลนั้น ขั้นต่ำอยู่ที่ไม่เกิน 20 บาทต่อคนต่อเดือน !

ประชาชนจึงเกิดความไม่พอใจอยู่บ้าง และเรียกพวกเขาว่า "ไอ้ห้าร้อย" หรือ "Mr. Five-hundred Baht" เพื่อเป็นการประชดประชัน

 

แหม! ก็ดูความแตกต่างของค่าจ้างแล้วก็น่าน้อยใจเป็นธรรมดา

แต่เมื่อความรู้ความชำนาญไม่เท่าเขาแล้วจะทำอย่างไรได้เล่า

ดูเหมือนว่าคนถูกว่าจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรนะ (ออกจะน่าภูมิใจที่มีความรู้มากกว่า 555)

--------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่มาจากรายการดีๆ

สร้างเสริมความเป็นไทย "วิกสยาม"

นั่งดูข่าวพวกหลอกลวงต้มตุ๋นเช้าบ้านหากินแบบไม่สุจริต

เราส่วนใหญ่ก็มักจะเรียกพวกเขาว่า "18มงกุฎ"

ฟังดูเป็นแง่ลบสุดโต่ง แต่จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีเป็นคำชมต่างหาก

มาดูที่มาที่ไปกัน....

 

เพื่อนๆ ทุกคนคงจะรู้จักมหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่ "รามเกียรติ์" กันเป็นอย่างดี

(ก็อาจารย์เล่นให้อ่านกันซะขนาดนั้น -*-)

จะเห็นว่าพระรามมีกองทัพวานรเป็นผู้ช่วย ซึ่งจะมี 18 ตัวที่เป็นเหมือนยอดขุนพลของกองทัพ

หนึ่งในนั้นที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ หนุมาน นั่นเอง

โดยแต่ละตัวแต่เดิมเป็นเทวดาบนสวรรค์ที่ตามมาจุติเพื่อช่วยพระราม

ซึ่งเราเรียกทั้งสิบแปดโดยรวมว่า "อัศฎาทศมงกุฎ" แปลง่ายๆ คือ 18 มงกุฎ

จึงมีการนำคำนี้มากล่าวชมบุคคล เหมือนดั่งที่วานรทั้งสิบแปดที่มีความเก่งกล้าสามารถ ยอดเยี่ยมในด้านต่างๆ ต่างกันไป

 

แล้วเป็นมาอย่างไรจึงกลายเป็นคำด่า?

ขุนวิจิตรมาตรา ท่านได้ให้แนวคิดไว้ว่า ในยุคหลังๆ บรรดาเหล่านักเลงพนันทั้งหลายนิยมการสักร่างกายเป็นรูปมงกุฎ เหมือนจะเป็นนัยว่าตนนั้นเป็นเลิศเหมือนดั่งวานรทั้งสิบแปด

แต่ชาวบ้านทั่วไปย่อมไม่เห็นบุคคลเหล่านี้เป็นคนดี เลอเลิศมาจากไหน

สัญลักษณ์ของมงกุฎนี้จึงกลายเป็นคำในแง่ลบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

----------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่มาจากรายการดีๆ

สร้างเสริมความเป็นไทย "วิกสยาม"

 

 

วันนี้ต้องออกไปแถวๆ สุขุมวิทก็เลยเลือกใช้บริการรถไฟฟ้าเพราะความสะดวกรวดเร็ว

หลังจากนั่งรถตู้มาถึงก็ต่อรถไฟฟ้าที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทันที

ระหว่างทาง...มองไปเรื่อยๆ สังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นก็ดูเป็นการเปิดมุมมองใหม่ดี

แต่...

ระหว่างทางก็พบทั้งคนพิการ คนชรา และเด็กมานั่งปักหลักขอทานตามมุมต่างๆ มากมาย

เมื่อมองแล้วก็สะเทือนใจ

...คนพิการขาขาดแขนขาคนหนึ่ง...นอนกึ่งคลานอยู่บนสะพานลอยที่แดดร้อนจัด

...หญิงชราหลังค่อมนั่งพนมมือชูกระป๋องใส่เหรียญ

...เด็กตัวเล็กๆ หน้าตามอมแมมก็ทำเช่นเดียวกัน

ไม่อยากคิดถึงที่มาที่ไปว่าพวกเขาเหล่านั้นมาจากไหน มาขอทานที่นี่ได้อย่างไร

ความจริงแล้วอาจมาด้วยใจสุจริตหรือไม่สุจริต ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมก็ได้

...แล้วแต่จะคิด

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันล้วงมือหยิบเหรียญจากในกระเป๋าเพื่อหย่อนลงกระป๋องคนเหล่านั้น

คือ...ถ้าเป็นไปได้ พวกเขาอาจไม่ได้อยากมานั่งอยู่ตรงนี้ (แม้บางทีดูเหมือนจะรับทรัพย์ได้มากอยู่)

เพราะ...ไม่มีใครมองอย่างชื่นชมหรือด้วยความยินดี

ต่างมองด้วยความเวทนา...

 

อย่างน้อยที่สุด ตอนที่หย่อนลงเหรียญลงไป

ฉันก็ภาวนาว่าชาตินี้หรือชาติไหนอย่าได้เป็นเช่นคนเหล่านี้เลย

เมื่อคิดจะทำบุญแล้ว จงอย่าคิดหน้าคิดหลังจนเกินไป

คุณจะไม่ได้รับความสุขที่แท้จริงจากการทำบุญนั้นๆ

อย่างที่ฉันได้รับตอนที่หย่อนเหรียญให้พวกเขา

นานๆ จะแวะเข้ามาบล็อกของตัวเอง

แต่ทำไมรูปแบบของบล็อกมันเปลี่ยนไปล่ะเนี่ย

 

ไม่ค่อยมีเวลา+ขี้เกียจ+โลว์เทค ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่ได้หาวิธีแก้ไข

 

แต่ตอนนี้คิดว่าถึงเวลาแล้ว

ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่มีความรู้ด้านนี้

ช่วยให้คำแนะนำกันหน่อยนะ

ว่าทำยังไงให้กลับไปเป็นแบบเดิมได้

(ให้ไว้ที่ chat box ก็ได้จ้ะ)

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกความใจดี

เย้~

การสอบในครั้งแรกของชีวิตเด็กมหา'ลัยก็ถือว่าผ่านไปด้วยดี

แม้ไม่รู้ว่าเกรดที่ออกมาจะดีด้วยรึเปล่า

เป็นวิชานอกคณะที่สอนให้เรารู้จักความเป็นมนุษย์ (ซึ่งเป็นวิชาของภาคปรัชญา)

ทำให้ตอนนี้มองไปทางไหนก็รู้สึกซึมซับถึงคุณค่าและตัวตนของทุกอณู

(อืมมม วิชานี้ช่างมีอิทธิพลต่อความคิดจริงๆ)

 ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ที่กำลังค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น - สุนัขแยกเขี้ยวใส่กัน - หนุ่มสาวที่กำลังหยอกล้อกัน - หรือแม้กระทั่งอาจารย์ที่เดินมาปลุกเพื่อนที่หลับในเวลาเรียน

lllllllllllllllllllllllllllllll ตามที่ได้เรียนในวิชา สิ่งเหล่านี้มีเหตุและผลในตัวของมันเอง lllllllllllllllllllllllllllllllll

**(พิมพ์ได้แค่นี้ก็ต้องหยุดล่ะนะ เพราะรู้สึกว่ามันเริ่มจะไปไกลซะแล้ว

และก็เริ่มจะไม่รู้แล้วว่าตัวเองเพ้ออะไรอยู่เนี่ย)**

o--------------------------------------------------------------------------------------------o

 วันนี้ได้พบกับจุดยืนของตัวเองแล้ว

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่มอบความรักและเอาใจใส่และอะไรต่อมิอะไรให้ --> ซาบซึ้งๆ

ใกล้สอบแล้วสินะ

posted on 23 Jul 2009 22:47 by zasan-tsurumine12hr  in My--Daily--Life

ในที่สุดการสอบ mid-term ในชีวิตมหา'ลัยครั้งแรกก็มาถึง

น่าตื่นเต้นจริงๆ... (พูดไปถอนหายใจไป)

เห็นเพื่อนหลายคนดูตั้งอกตั้งใจกับการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็น...  นั่งอ่านที่ห้องสมุด

              (ดูคงแก่เรียน แต่จริงๆ แล้วไปนั่งหลับตากแอร์ฟรี)

                      นั่งอ่านที่โต๊ะแถวคณะ

              (ถ้าเริ่มโพล้เพล้แล้ว จะถูกสายตาของยามจิกแล้วจิกอีก)

                      นั่งอ่านแถวหอหญิง (สำหรับผู้ชาย)

                      นั่งอ่านแถวหอชาย (สำหรับผู้หญิง)

                      นั่งอ่านแถวกอหรือใต้ต้นไม้ที่ไม่มีคน

              (อันนี้ท่าทางไม่ได้อ่านอย่างเดียว)

                      นั่งอ่านแถวหลืบลับตาคน

              (อันนี้ก็ท่าทางจะไม่ได้อ่านหนังสืออย่างเดียว)

                      นั่งอ่านบนรถสองแถว

              (เวลารถเบรกที ทั้งคนและหนังสือจะไปกองอยู่ที่เดียวกัน)

                      นั่งอ่านในส้วม

              (เป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ได้ทั้งความสุขและความรู้)

                      ...

แต่ละคนก็มีเทคนิคแตกต่างกันไป วิธีไหนอ่านแล้วเข้าหัวก็เลือกไปใช้ได้

แต่ตอนนี้เราขอหลับเอาแรงก่อน...คร้อก!! (แล้วตอนไหนจะได้อ่านล่ะเนี่ย ^_^" )

 

----- Good Luck -----

in your mid-term exam

เข้ากันไม่ได้ - Synkornize feat.Muzu

posted on 19 Jul 2009 15:38 by zasan-tsurumine12hr  in My--Daily--Life

ไหนๆ ฟังเวอร์ชั่นอังกฤษไปแล้ว ก็ย้อนมาฟังเวอร์ชั่นภาษาไทยอีกครั้ง

ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่า...นี่แหละความเป็นจริงที่กำลังเผชิญอยู่

  

 ลืมตาเพิ่งจะพบว่าไม่มีเธอ

อยู่บนโลกใบที่เคยเจอ กับความรักที่มันสวยงาม

อยากทำใจ อยากจะรับความเป็นไป

อยากจะไม่มัวมาอาลัย แต่ก็ไม่วายคิดถึงเธอ

อยากพบอีกครั้งหนึ่ง อยากซึ้งอีกสักนาที

อยากทำดีๆ กับเธออีกสักครั้ง 

ที่แล้วไม่เสียใจ กอดไว้ทั้งน้ำตา

ก่อนจะยอมรับว่าเราเข้ากันไม่ได้

   เธอเดินอยู่บนทางแห่งความจริง

แต่ว่าฉันเดินจากทุกสิ่ง สู่ความฝันที่มันแสนไกล

โอบกอดเธอคนที่เคยอยู่เคียงกาย

บอกคำร่ำลากันทางใจ

เธอคือรักเดียวที่ฉันมี

   *ก่อนจะยอมรับว่าเราไปด้วยกันไม่ได้*

 

อยากรู้เหลือเกินว่า ที่ผ่านมาเธอเสียใจบ้างไหมที่ต้องมาเสียเวลากับฉัน

 ...หรือเธออาจไม่เคยคิดหรือรู้สึกอะไรเลยรึเปล่า

แต่ฉันยังคงรู้สึกว่า แม้จนถึงวันนี้เราก็ยังคงมีความหมายต่อกันและกัน

ฟังเพลงเศร้าแล้วก็กลับมาคิดถึงตัวเอง...ว่าเพลงนี้มันสะท้อนเรื่องของเรารึเปล่า
One day,I woke up just to realize.
That there is no more sunshine.
And no more love in the sky...

Tried and tried to let go of what was mine,
Love that I thought was so fine.
Keeps holding my heart,won't let go...


* One kiss for goodbye. One touch for the last time.
Just one more chance to be in your life...
So deep,our love lies. Bring tears to my eyes,

To realize we're not meant for each other...

You walk right into reality.
While my heart's still wild and free.
Dreaming of love that's not mine...
And now, we both chose our own lives.
Following our own Moonlight.
My heart still denies to let go...

วันนี้มีโอกาสเปิดเข้ามาที่บล็อกของตัวเองอีกครั้ง

หลังจากที่การเรียนในมหาวิทยาลัยครั้งแรกค่อนข้างทุลักทุเลอย่างมาก

 

การเรียนในชั่วโมงเรียนอาจจะไม่หนัก แต่เน้นให้เรารับผิดชอบตัวเองให้มากๆ

คิดอย่างนั้นก็ดันนึกถึงชีวิตม.ปลายขึ้นมา

จากที่เคยคิดว่ามันเหนื่อย ก็รู้สึกอยากกลับไปซึมซับความสุขกับเพื่อนฝูงอีกครั้ง

เพราะเพื่อนตอนม.ปลายเป็นอะไรที่เรียกว่าความใกล้ชิดแบบที่หาไม่ได้ในชีวิตมหาวิทยาลัยที่อาจจะใกล้ชิด แต่ไม่ได้ร่วมกันกอดคอลุยไปไหนไปกัน

 

--ll หวังว่าเพื่อนๆ ตอนม.ปลายทุกคนคงมีความสุขกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนะ ll--

**หรืออาจเร็วไปมั้งที่จะบอกว่ายังไม่เจอเพื่อนขาลุย เพราะในใจก็คิดว่า 'เดี๋ยวก็เจอล่ะน้า'**

free counters